วันพุธที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

Exercise

Exercise

1.  ในมุมมองของธุรกิจนั้น  การสร้่างระบบสารสนเทศควรคำนึงถึงองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องอะไรบ้าง  จงอธิบาย
-  การสร้างระบบสารสนเทศ ควรคำนึงถึงองค์ประกอบ 5 องค์ประกอบ คือ
1.  ฮาร์ดแวร์ - อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่สามารถทำงานตามชุดคำสั่งได้และ ให้ผลลัพธ์ตามต้องการ
2.  ซอฟท์แวร์ - ชุดคำสั่งหรือโปรแกรมที่เขียนขึ้นจากภาษาคอมพิวเตอร์ ให้เครื่องทำงานได้ตามต้องการในแต่ละงาน
3.  ขั้นตอนการปฏิบัติงาน 
4.  ข้อมูล - ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับบุคคล สิ่งของ สถานที่ หรือเหตุการณ์ใดๆ ที่สนใจศึกษาข้อมูล
5.  บุคลากร - ผู้ที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ที่จะทำให้คอมพิวเตอร์ทำงานตามระบบได้ 
    

2.  ท่านคิดว่า  การเรียนแบบ virtual classroom หรือ e-learning มีข้อดีข้อเสียอะไรบ้าง
ข้อดี
  1.  เอื้ออำนวยให้กับการติดต่อสื่อสารที่รวดเร็ว ไม่จำกัดเวลาและสถานที่ รวมทั้งบุคคล
  2.  ผู้เรียนและผู้สอนไม่ต้องการเรียนและสอนในเวลาเดียวกัน
  3.  ผู้เรียนและผู้สอนไม่ต้องมาพบกันในห้องเรียน
  4.  ตอบสนองความต้องการของผู้เรียน และผู้สอนที่ไม่พร้อมด้านเวลา ระยะทางในการเรียนได้เป็นอย่างดี
  5.  ผู้เรียนที่ไม่มีความมั่นใจ กลัวการตอบคำถาม ตั้งคำถาม ตั้งประเด็นการเรียนรู้ในห้องเรียน มีความกล้ามากกว่าเดิม เนื่องจากไม่ต้องแสดงตนต่อหน้าผู้สอน และเพื่อนร่วมชั้น โดยอาศัยเครื่องมือ เช่น E-Mail, Webboard, Chat, Newsgroup แสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระ

ข้อเสีย
  1.  ไม่สามารถรับรู้ความรู้สึก ปฏิกิริยาที่แท้จริงของผู้เรียนและผู้สอน
  2.  ไม่สามารถสื่อความรู้สึก อารมณ์ในการเรียนรู้ได้อย่างแท้จริง 
  3.  ผู้เรียน และผู้สอน จะต้องมีความพร้อมในการใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต ทั้งด้าน  อุปกรณ์ ทักษะการใช้งาน
  4.  ผู้เรียนบางคน ไม่สามารถศึกษาด้วยตนเองได้

3.  สถาบันการศึกษาได้ประโยชน์อะไรจากการใช้ระบบ e-learning
ยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนเนื้อหา และ สะดวกในการเรียน  การเรียนการสอนผ่านระบบ e-Learning นั้นง่ายต่อการแก้ไขเนื้อหา และกระทำได้ตลอดเวลา เพราะสามารถกระทำได้ตามใจของผู้สอน เนื่องจากระบบการผลิตจะใช้ คอมพิวเตอร์เป็นองค์ประกอบหลัก นอกจากนี้ผู้เรียนก็สามารถเรียนโดยไม่จำกัดเวลา และสถานที่

4.  ท่านต้องการที่จะเรียนในระบบ e-learning หรือไม่  เพราะเหตุใด
ต้องการ  เพราะสามารถทวนซ้ำได้หลายๆ ครั้ง เท่าที่ต้องการ  ประหยัดเวลา และค่าเดินทาง  สามารถเรียนจากเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใดก็ได้  และการเข้าถึงเครือข่ายอินเตอร์เน็ตกระทำได้ง่ายขึ้นและราคาต่ำ

เทคโนโลยี Hardware และ Software สำหรับองค์การยุคดิจิตอล

เทคโนโลยี Hardware และ Software สำหรับองค์การยุคดิจิตอล


HARDWARE ความหมาย Hard แปลว่า ของแข็ง ส่วน Ware แปลว่า ผลิตภัณฑ์ ดังนั้นเมื่อนำมารวมกัน Hardware จึงหมายถึง อุปกรณ์หรือผลิตภัณฑ์ที่เป็นของแข็ง ซึ่งได้แก่ ส่วนประกอบทุกชิ้นส่วนของเครื่องคอมพิวเตอร์ หรืออีกนัยหนึ่ง คืออุปกรณ์ที่คุณจับต้องได้ ยกตัวอย่างเช่น จอภาพ ตัวเครื่อง คีย์บอร์ด เม้าส์ เครื่องพิมพ์ โมเด็ม รวมทั้งชิ้นส่วนภายในตัวเครื่อง
ซึ่งมีความสำคัญต่อองค์การในด้านของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่นำมาใช้ในการปฏิบัติงานขององค์การ  เช่น  การนำข้อมูลเข้าโดยการใช้คีย์บอร์ดในการนำข้อมูลเข้าสู่ระบบ  ช่วยให้การปฏิบัติงานมีความรวดเร็ว  และมีประสิทธิภาพ
SOFTWARE ความหมาย Soft แปลว่า นุ่มหรือนิ่ม ส่วน Ware แปลว่า ผลิตภัณฑ์ แต่ Software ไม่ได้หมายถึงผลิตภัณฑ์ ที่มีความนุ่ม แต่หมายถึง โปรแกรมหรือชุดคำสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงาน ซึ่งเราไม่สามารถมองเห็นหรือจับต้องได้ ทั้งนี้ซอร์ฟแวร์จะต้องบันทึกในสื่อใดสื่อหนึ่ง เช่น Harddisk, Diskkette, CD เป็นต้น (บางครั้งผู้ใช้ก็เรียนซอร์ฟแวร์ว่า 'โปรแกรม') สำหรับประเภทของซอร์ฟแวร์ แบ่งได้ เป็น
1. แอปพลิเคชั่น (Application) คือ โปรแกรมการใช้งานต่าง ๆ เช่น MS Word, MS Excel, Photoshop เป็นต้น โปรแกรมเหล่านี้จะทำงานได้จะต้องติดตั้งภายในระบบปฏิบัติการอย่างใดอย่าง หนึ่ง เช่น DOS, Windows, Uniq, Linux เป็นต้น
2. ระบบปฏิบัติการ (Operating System) เป็นซอร์ฟแวร์ที่ทำหน้าที่เป็นล่ามระหว่างคนกับเครื่องคอมฯ ให้สามารถเข้าใจกัน และทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ทั้งหมด เช่น DOS, Windows 3.1, Windows 95, Windows 98 หรือ Windows 2000 เป็นต้น คอมพิวเตอร์จะทำงานได้ จำเป็นจะต้องมีระบบปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ
ซึ่งมีความสำคัญต่อองค์การในด้านของการนำข้อมูลเข้าสู่ระบบการทำงาน  เพื่อให้เกิดการประมวลผลการทำงาน  โดยใช้โปรแกรมต่างๆในการปฏิบัติงานขององค์การ  ช่วยให้การปฏิบัติงานมีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น  และมีประสิทธิภาพ


Wal-Mart

Wal-Mart

1. How is RFID technology related to Wal-Mart’s business model? How does it benefit supplier?
Wal-Martร้านค้าปลีกชื่อดังของสหรัฐฯ ซึ่งมียอดขายปีละกว่า 250,000 ล้านดอลลาร์ ได้ออกระเบียบกำหนดให้Suppliers รายใหญ่ 100 ราย เช่น Gillette, Nestle’, Johnsons & Johnsonsและ Kimberly Clark ติด RFID Chipบนหีบห่อ และกล่องบรรจุสินค้าให้เรียบร้อยก่อนส่งมาถึงห้าง ส่วน Suppliers รายเล็กๆ จะต้องติดชิปในรถส่งสินค้าให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2549
WallMart มองว่า เมื่อระบบดังกล่าวเสร็จสิ้นอย่างสมบูรณ์จะช่วยให้บริษัททราบถึงการเดินทางของสินค้าได้ทุกระยะ ตั้งแต่โรงงานของ Suppliers จนถึงศูนย์กระจายสินค้าของห้าง และเมื่อใดที่ สินค้าถูกหยิบออกจากชั้นไป RFID ก็จะส่งสัญญาณเตือนไปยังพนักงานให้นำสินค้ามาเติมใหม่ทำให้ Wal-Mart ไม่จำเป็นต้องเก็บสต็อกสินค้า แต่สามารถสั่งให้ Suppliers มาส่งของได้ทันทีรวมทั้งจะช่วย guarantee ว่าสินค้ามีวางจำหน่วยตลอดเวลา และประโยชน์ที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ จะช่วยลดปัญหาการโจรกรรมสินค้า และปลอมแปลงสินค้าได้อีกด้วย
หลังจากประชุมกลุ่มผู้ขาย (Suppliers) กว่า 300 ราย Wal-Mart กล่าวว่า การนำ RFID มีการขยายตัวอย่างรวดเร็วกว่าที่คิดไว้ และภายในต้นปี 2548 แผนการติดตั้ง RFID ที่ North Texas กับ จำนวนผู้ขายประมาณ100 รายจะประสบผลสำเร็จในปัจจุบันมีการใช้เทคโนโลยี RFID กับผู้ขายมากกว่า 200 รายแล้ว Linda Dillman,ตำแหน่ง “Executivevice president and CIO” กล่าวว่า ประมาณ 16 เดือนข้างหน้า ทาง Wal-Mart วางแผนจะเพิ่มจำนวนร้านค้า Wal-Mart และ Sam’s Club ร้านในเครือ Wal-Mart โดยทางร้านจะนำเทคโนโลยี RFID มาใช้เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าตามแผนการที่ทาง Wal-Mart ได้วางไว้ว่า จะเพิ่มจำนวน Distribution Center จำนวน 6 แห่ง รวมทั้ง ร้านWal-Mart และ Sam’s Club จำวน 250 ร้าน ภายในเดือนมิถุนายน ปี 2548 และ เดือนตุลาคม ปี 2548 จำนวนร้านค้าจะเพิ่มกว่าเท่าตัว คือ Distribution Center จำนวน 13 แห่ง และ Wal-Mart กับ Sam’s Club จะมี 600 ร้านค้าErik Michielsen ตำแห่ง Senior Analyst ABI Research กล่าวในinternetnews.comว่า เขาเชื่อว่าการที่ Wal-Mart ประกาศไปเช่นนั้นก็เพื่อต้องการขยายตัวทางด้าน RFID ทั้งนี้เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นว่าทาง Wal-Martมั่นใจในการนำเทคโนโลยี RFID เข้ามาใช้ และ เพื่อให้กลุ่ม supplier ได้เข้าใจถึงการทำงานของเทคโนโลยีตัวนี้ และเข้าใจว่า RFID สามารถให้ประโยชน์อะไรต่อพวกเข้าได้บ้าง 
จาก 2 ไตรมาสที่ผ่านมา Wal-Mart ได้ทำการทดสอบ และ ทำการ implement งานเล็กๆ เพื่อเป็นการสร้างรากฐาน Erik Michielsen กล่าวต่อว่า ทางบริษัทได้สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับ RFID โดยการอธิบายบทบาทต่างๆว่าใครคือกลุ่มผู้ทำงาน ใครคือบริษัทคู่ค้า และ ผลประโยชน์ที่ทางบริษัทจะได้รับจากการนำ RFID เข้ามาใช้งาน ทั้งนี้เรื่องของ scale ยังคงเป็นประเด็นอยู่ ณ ขณะนี้ สิ่งประเด็นนี้มีผลต่อยอดเงินที่สูงถึงหลักล้านเหรียญสหรัฐความคืบหน้าของโครงการนำร่องที่ได้เริ่มเมื่อประมาณ 30 เมษายน 2547 กำลังดำเนินไปได้ด้วยดี ทางเจ้าหน้าที่Wal-Mart's Dillman กล่าว และยังเสริมว่าต้นปี2548 โครงการนี้จะเห็นผลชัดเจนยิ่งขึ้น นอกจากนี้ทาง Wal-Martหวังว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าเช่นด้วยกับ supplier โดยคาดหวังว่าจำนวนกลุ่มลูกค้าที่ถือสินค้าที่ติด tagของ EPCglobal จะเพิ่มมากขึ้น โดย tag ดังกล่าวนี้จะติดอยู่กับสินค้าขนาดใหญ่เช่น เครื่องไม้เครื่องมือทำสวน หรือแม้แต่จักรยาน เช่นเดียวกับสินค้าด้านอุปกรณ์ electronic ต่างๆ
สืบเนื่องจาก Wal-Mart มีแนวคิดที่จะใช้ RFID ในการช่วยบรรเทาปัญหาสินค้าขาดสต๊อกในร้านสาขาย่อยของบริษัท โดยเริ่มต้นทำการติดตั้งและใช้ระบบ RFID Tag นี้เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 ใน 7 ร้านสาขาย่อยที่อยู่ในรัฐเท็กซัส ซึ่ง Wal-Mart คาดหวังว่าเมื่อระบบนี้ประสบความสำเร็จจะทำให้บริษัทสามารถบริหารจัดการสินค้าคงคลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งข้อมูลใน RFID นี้จะถูกรวบรวมและประมวลผลปรากฏบนจอคอมพิวเตอร์ให้บริษัททราบการเดินทางของสินค้าแต่ละรายการจากทุก Supplier ตั้งแต่โกดังที่ท่าเทียบเรือไปจนถึงชั้นวางสินค้าในร้านสาขาย่อย ข้อมูลที่มีประโยชน์เหล่านี้จะช่วยให้ Wal-Mart ลดปัญหาสินค้าขาดสต๊อก อีกทั้งยังช่วยเพิ่มยอดขายและลดต้นทุนในระยะยาวลงได้
ในแง่ของผลประโยชน์ที่ Supplier ของ Wal-Mart ทุกรายจะได้รับหากทำการติดตั้งและเข้าร่วมการใช้ระบบนี้กับบริษัทนั่นก็คือ คำสั่งซื้อและยอดขายที่เพิ่มขึ้นอย่างอัตโนมัติในทันทีที่สินค้าสต๊อกในระบบพร่องลงไป เนื่องจาก Wal-Mart จะแบ่งปันข้อมูลการค้าปลีกให้แก่ Supplier ที่เข้าร่วมผ่านทางโครงข่าย Extranet ของบริษัทโดยตรง ซึ่งจะทำให้ Supplier ทราบทันทีภายใน 30 นาที หลังจากสินค้ารายการนั้นๆมีการเคลื่อนที่จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง สิ่งที่ Wal-Mart อนุญาตและยอมรับก็คือ การให้ Supplier ดังกล่าวทำการเติมเต็มสินค้ารายการนั้นๆได้ทันที

2. What management, organization, and technology factors explain why Wal-Mart suppliers had trouble implementing RFID systems?
หากมองในระยะสั้นแล้วจะเห็นว่า Transaction cost เพิ่มขึ้นซึ่ง Wal-Mart ไม่ได้ร่วมรับผิดชอบกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นแต่ในทางตรงข้ามกับผลักภาระนี้ให้กับ Supplier รับผิดชอบเพียงฝ่ายเดียว กอร์ปกับต้องใช้ระบบนี้ในขณะที่เทคโนโลยี RFID ยังอยู่ในช่วงที่กำลังพัฒนาซึ่งยังไม่สิ้นสุดและสมบูรณ์แบบ ซึ่งอาจหมายความว่า Supplier อาจต้องมีการลงทุนเพิ่มในการปรับปรุงระบบในอนาคตก็เป็นได้ อีกทั้งต้นทุนต่อหน่วยของระบบ RFID ในขณะนั้นก็ยังมีราคาแพงซึ่งอยู่ระหว่าง 25-75 เซ็นต์ต่อชิ้น ยิ่งไปกว่านั้นในสินค้าบางประเภท เช่นของเหลว โลหะ หรือสินค้าอุปโภคบริโภคที่ใช้กับทารก ก็มีความอ่อนไหวที่จะนำระบบนี้ไปใช้ เนื่อง RFID ทำงานอยู่บนคลื่นความถี่วิทยุซึ่งสามารถจะถูกดูดซึมและปะปนอยู่บนตัวสินค้าเหล่านี้ได้ซึ่งส่งผลกระทบกับความมั่นใจของผู้บริโภค นั่นหมายความว่าการที่ต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มเข้าไปแก้ปัญหาโดยการใช้ RFID ที่มีประสิทธิภาพสูงยิ่งขึ้น ซึ่งประสิทธิภาพย่อมแปรผันตรงกับราคาที่จะย้อนกลับมาเป็นต้นทุนของ Supplier แต่ละราย

3. What conditions would make adopting RFID more favorable for suppliers?
1. Wal-Mart ควรมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการติดตั้งและบังคับใช้ระบบ RFID ซึ่งจะใช้วิธีการใดก็ได้เพื่อให้เป็นธุรกิจแบบ Win-Win
2.ควรเริ่มเมื่อเทคโนโลยี RFID ได้รับการพัฒนาจนถึงจุดที่สามารถสร้างความมั่นใจให้กับทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคว่าไม่มีผลกระทบใดๆต่อสุขภาพ รวมถึงการพัฒนาปรับปรุงในแง่ของต้นต่อหน่วยให้ลดต่ำลงเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อราคาสินค้ามากนัก

4. Should Wal-Mart require all its suppliers to use RFID? Why or why not? Explain your answer.
หากมองในมุมของผู้สนับสนุนวัตถุดิบหรือสินค้า (Supplier) ให้แก่ Wal-Mart ในระยะยาวก็คงจะเห็นด้วยและสนับสนุนแนวคิดที่จะใช้ RFID แทน Barcode แบบเก่า เนื่องจากจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการสินค้าคงคลังและรวมถึงรายได้ที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต แต่ถ้ามองในแง่ของผู้บริโภคก็คงไม่เห็นด้วยในขณะนี้จนกว่า Wal-Mart จะมีคำตอบที่เหมาะสมให้กับ 2 คำถามดังต่อไปนี้
1.ภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอันเนื่องมาจากการ Implement ระบบ RFID จะถูกรับผิดชอบโดยใคร หรือจะผลักภาระไปให้ผู้บริโภคด้วยการบวกเพิ่มเข้าไปในราคาสินค้า
2. RFID ทำงานด้วยคลื่นความถี่วิทยุ อยากทราบว่ามีงานวิจัยอะไรหรือไม่ที่สนับสนุนว่าคลื่นความถี่วิทยุเหล่านั้นไม่มีผลต่อสุขภาพของผู้บริโภค เช่นอาหารหรือผลิตภัณฑ์ที่ใช้สำหรับทารกหรือผู้ป่วย หากประเด็นเหล่านี้ได้รับการชี้แจงคงทำให้ผู้บริโภคปลายน้ำรับรู้และช่วยในการตัดสินใจซื้อสินค้า

วันพุธที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

Systems That Span the Enterprise

Systems That Span the Enterprise

ระบบสารสนเทศสนับสนุนงานหลายหน้าที่

          ระบบสารสนเทศสนับสนุนงานหลายหน้าที่เป็นการจำแนกระบบตามกระบวนการธุรกิจ เป็นการพิจารณาระบบสารสนเทศวิสาหกิจหรือทั้งองค์การ (enterprise information system) โดยมุ่งเน้นกระบวนการธุรกิจ (business  process) ที่สนับสนุนและสอดประสานกันในห่วงโซ่คุณค่า (value chain) อันได้แก่ กิจกรรมหลักและกิจกรรมสนับสนุนขององค์การโดยรวม ระบบสารสนเทศทั้งองค์การมีแนวคิดพื้นฐานสำคัญ 2 ประการ คือ การบูรณาการประยุกต์งานหลายงาน และระหว่างฝ่ายต่าง ๆ อันทำให้เป็นระบบที่สนับสนุนหน้าที่ทางธุรกิจหลายด้านร่วมกัน  และระบบการทำงานร่วมกันได้อย่างสะดวก
Enterprise Resource Planning- ERP คือ การวางแผนควบคุมการปฏิบัติงานและจัดการทรัพยากรสารสนเทศจากการทำธุรกรรมที่เกิดขึ้นในองค์การ ดังนั้นระบบสารสนเทศที่รองรับระบบวางแผนทรัพยากรทั้งองค์การต้องรวบรวมและเชื่อมโยงข้อมูลเกี่ยวกับทรัพยากรประเภทต่าง ๆ ที่ใช้ในการดำเนินงาน เช่น วัตถุดิบ  ทรัพยากรมนุษย์ เป็นต้น โดยข้อมูลเหล่านี้มาจากฐานข้อมูลต่าง ๆ ความสำเร็จของกระบวนการบริหารลูกค้าสัมพันธ์และห่วงโซ่อุปทานย่อมมีส่วนของการวางแผนทรัพยากรองค์การช่วยให้องค์การวางแผนประสานงาน การจัดการทรัพยากรกระบวนการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง

ระบบจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Management -- SCM) คือ การจัดการ การบริหารห่วงโซ่อุปทาน ดังนั้นระบบสารสนเทศที่รองรับระบบจัดการห่วงโซ่อุปทาน ต้องการประสานและเชื่อมต่อข้อมูลจากฐานข้อมูลต่าง ๆ เพื่อจัดซื้อวัตถุดิบสำหรับสร้างสินค้าและบริการ การนำส่งลูกค้า การจัดการคลังสินค้า และบริการหลังการขาย เป็นกระบวนการต่อเนื่อง ระบบที่มีประสิทธิภาพจะสามารถลดค่าใช้จ่ายการทำงานแต่ละขั้นตอน ตามแนวคิดของห่วงโซ่คุณค่า (value chain)

กิจกรรมหลัก (SCM  - primary activities) ประกอบด้วย
1. กิจกรรมด้านขาเข้า (inbound logistics) เช่น  การรับจัดเก็บวัตถุดิบ คลังสินค้า การจัดลำดับการขนส่ง การส่งคืน
2. กิจกรรมการปฏิบัติการ (operations) เช่น  การแปลงปัจจัยวัตถุดิบ ให้เป็นสินค้า การประกอบสินค้า การทำหีบห่อ
3. กิจกรรมการขายและการตลาด (sales and marketing) เช่น การขายสินค้า  การส่งเสริมการขาย
4. กิจกรรมการให้บริการ (services)  การให้บริการหลังการขาย การซ่อม การฝึกอบรม การบำรุงรักษา

5. กิจกรรมด้านขาออก (outbound logistics)  การเก็บรักษาสินค้าสำเร็จรูป การกระจายสินค้าไปยังผู้บริโภค
กิจกรรมสนับสนุน (SCM  - support activities)
1. โครงสร้างภายในองค์กร (organization structure) การจัดการทั่วไป การวางแผนระบบ งานด้านการเงิน บัญชี ฯลฯ เพื่อสนับสนุนห่วงโซ่คุณค่า
2. ด้านทรัพยากรบุคคล เพื่อสนับสนุนกิจกรรมหลักและกิจกรรมสนับสนุน
3. ด้านเทคโนโลยี  การใช้และการพัฒนาเทคโนโลยี  การผลิต การนำส่ง ฯลฯ
4. การจัดซื้อจัดหา  วัตถุดิบ เครื่องจักร อุปกรณ์สำนักงาน ฯลฯ

ระบบการจัดการลูกค้าสัมพันธ์ (Customer Relationship Management -- CRM) การจัดการ การบริหารลูกค้าสัมพันธ์ คือ การจัดการกิจกรรมที่เกี่ยวกับลูกค้าในปัจจุบัน และลูกค้าที่คาดว่าจะมีในอนาคต เป็นการประสานกระบวนการขาย การตลาดและการให้บริการทั้งหมด ดังนั้นระบบสารสนเทศที่รองรับระบบการจัดการลูกค้าสัมพันธ์รวบรวมข้อมูลจากฐานข้อมูลในงานต่าง ๆ วิเคราะห์ ประเมินคุณค่าของลูกค้า ค้นหากลุ่มลูกค้า ความต้องการในสินค้าและบริการ เพื่อนำปรับปรุงให้สอดคล้องต่อไป

การจัดการความรู้ (knowledge management -- KM) การจัดการความรู้ในองค์การกลายเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญ เพราะความสำเร็จขององค์การขึ้นอยู่กับความสามารถขององค์การ ในการรวบรวมความรู้สร้างความรู้ใหม่ จัดเก็บ ค้น และนำความรู้ไปใช้เพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ ให้เกิดบริการสินค้า หรือกระบวนการทำงานใหม่ขึ้น ความรู้ในองค์การได้แก่ ความรู้ที่มีการเขียนอย่างเป็นทางการ (explicit knowledge) ความรู้ที่ชัดแจ้ง) เช่น คู่มือการผลิต รายงานวิจัย  และความรู้แบบที่สอง เป็นความรู้โดยนัย (tacit knowledge) เกี่ยวกับทักษะประสบการณ์ แต่ไม่เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรเช่น ความรู้ด้านระบบการผลิตสินค้า ความรู้เกี่ยวกับกฎ ระเบียบที่ซับซ้อนขององค์การหรือหน่วยงานภายนอก ซึ่งทำให้สามารถดำเนินงานได้อย่างถูกต้องและคล่องตัว ความรู้เหล่านี้กระจัดกระจายทั้งในตัวบุคคล เอกสาร รายงานการวิจัย ฐานข้อมูลการปฏิบัติงานด้านต่าง ๆ
ระบบสารสนเทศเพื่อจัดการความรู้ (Knowledge Management System -- KMS) มีเครื่องมือสนับสนุนในการสร้างและจัดการความรู้หลายประเภท โดยประยุกต์เครื่องมือต่าง ๆ ให้สามารถจัดการความรู้ที่มีหลายรูปแบบและกระจัดกระจายในที่ต่าง ๆ ได้
อินทราเน็ต (INTRANET) และเอ็กซ์ทราเน็ต (EXTRANET)
อินทราเน็ตหรือระบบเครือข่ายภายในองค์กร เป็นระบบที่ได้รับการกล่าวขวัญถึงกันอย่างมากคู่กับอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในองค์กรต่างๆ ได้มีการนำอินทราเน็ตมาใช้กันอย่างแพร่หลาย จนทำให้ระบบที่เกี่ยวข้องกับอินทราเน็ตเป็นระบบที่ผู้ค้าต่างๆ มุ่งเข้ามาสู่กันมากที่สุด โดยสามารถให้นิยามของอินทราเน็ตได้คือ
ระบบเครือข่ายอินทราเน็ต ก็คือระบบเครือข่ายภายในองค์กรที่นำเทคโนโลยีแบบเปิดจากอินเทอร์เน็ตมาประยุกต์ใช้ เพื่อช่วยในการทำงานร่วมกัน (Workgroup) การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ตลอดจนการทำงานต่างๆ ของระบบคอมพิวเตอร์ในองค์กร
ประโยชน์ของอินทราเน็ต
ประโยชน์ของการนำอินทราเน็ตมาใช้ในองค์กรต่างๆ คือ
1.        ลดต้นทุนในการบริหารข่าวสาร เนื่องจากการจัดเก็บข่าวสารต่างๆ ภายในองค์กร สามารถจัดเก็บอยู่ในรูปอิเล็กทรอนิกส์อย่างง่ายดาย ด้วยการใช้ภาษา HTML และใช้บราวเซอร์ในการอ่านเอกสาร ทำให้ลดค่าใช้จ่ายและเวลาในการจัดพิมพ์เอกสารกระดาษ
2.        ช่วยให้ได้รับข่าวสารที่ใหม่ล่าสุดเสมอ เนื่องจากการจัดเก็บข่าวสารแบบอิเล็กทรอนิกส์ไม่มีขั้นตอนที่ยุ่งยากเหมือนการพิมพ์ลงกระดาษ และไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ทำให้บุคลากรในองค์กรสามารถรับข่าวสารใหม่ล่าสุดได้เสมอ
3.        ช่วยให้ติดต่อสื่อสารกันได้อย่างฉับไว ไม่ว่าบุคลากรจะอยู่ห่างกันคนละชั้น คนละตึก หรือคนละจังหวัด ด้วยการใช้เทคโนโลยีจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีการคุยติดต่อผ่านแป้นพิมพ์ หรือแม้กระทั่งเทคโนโลยีประชุมทางไกล เป็นการช่วยลดการสูญเสียเวลาของบุคลากร ตลอดจนช่วยให้ทีมงานมีการประสานงานกันดีขึ้น
4.        เสียค่าใช้จ่ายต่ำ การติดตั้งอินทราเน็ตจะเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการติดตั้งซอฟท์แวร์การทำงานแบบกลุ่ม (Workgroup software) ทั่วไปมาก เนื่องจากการใช้เทคโนโลยีแบบเปิดของอินเทอร์เน็ต ทำให้สามารถใช้ซอฟท์แวร์ต่างๆ ในอินเทอร์เน็ตที่มีราคาไม่สูงนัก หรือในงานบางส่วนอาจไม่เสียค่าใช้จ่ายเลย เนื่องจากมีแชร์แวร์และฟรีแวร์อยู่มากมายในอินเทอร์เน็ต นอกจากนี้หากองค์กรมีระบบเครือข่ายภายในอยู่แล้ว การติดตั้งระบบอินทราเน็ตเพิ่มเติมจะเสียค่าใช้จ่ายต่ำมาก เนื่องจากสามารถใช้อุปกรณ์ต่างๆที่มีอยู่แล้วได้ทันทีตามคุณสมบัติการใช้งานข้ามระบบ (cross platform) ที่แตกต่างกันได้ของอินเทอร์เน็ต
5.        เป็นระบบที่ใช้เทคโนโลยีเปิด ทำให้องค์กรไม่ผูกติดอยู่กับผู้ค้ารายใดรายหนึ่ง จึงช่วยลดความเสี่ยงต่างๆ เช่น ผู้ค้าเลิกกิจการ ผู้ค้าเลิกการผลิตและสนับสนุน หรือผู้ค้าขึ้นราคา เป็นต้น รวมทั้งช่วยให้สามารถหาซอฟต์แวร์ใหม่ๆ ที่จะมาช่วยในการทำงานได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องพึ่งผู้ผลิตเพียงรายเดียว
6.        เตรียมความพร้อมขององค์กรที่จะเชื่อมเข้าสู่อินเทอร์เน็ตได้ทันที รวมทั้งเป็นการเตรียมความรู้ของบุคลากรเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตด้วย
เอ็กซ์ทราเน็ต (Extranet)
เอ็กซ์ทราเน็ต หรือเครือข่ายภายนอกองค์กร ก็คือระบบเครือข่ายซึ่งเชื่อมเครือข่ายภายในองค์กร (INTRANET) เข้ากับระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ภายนอกองค์กร เช่น ระบบคอมพิวเตอร์ของสาขาของผู้จัดจำหน่าย หรือของลูกค้า เป็นต้น โดยการเชื่อมต่อเครือข่ายอาจเป็นได้ทั้งการเชื่อมต่อโดยตรง (Direct Link) ระหว่าง 2 จุด หรือการเชื่อมต่อแบบเครือข่ายเสมือน (Virtual Network) ระหว่างระบบเครือข่าย Intranet จำนวนหลายๆ เครือข่ายผ่านอินเทอร์เน็ตก็ได้
ระบบเครือข่ายแบบเอ็กซ์ทราเน็ต โดยปกติแล้วจะอนุญาตให้ใช้งานเฉพาะสมาชิกขององค์กร หรือผู้ที่ได้รับสิทธิในการใช้งานเท่านั้น โดยผู้ใช้จากภายนอกที่เชื่อมต่อเข้ามาผ่านเครือข่ายเอ็กซ์ทราเน็ต อาจถูกแบ่งเป็นประเภทๆ เช่น ผู้ดูแลระบบ สมาชิก คู่ค้า หรือผู้สนใจทั่วๆ ไป เป็นต้น ซึ่งผู้ใช้แต่ละกลุ่มจะได้รับสิทธิในการเข้าใช้งานเครือข่ายที่แตกต่างกันไป
เครือข่ายเอ็กซ์ทราเน็ตเป็นเทคโนโลยีเครือข่ายที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากแนวโน้มการใช้งานเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่เริ่มมีการนำมาใช้ในเชิงพาณิชย์มากขึ้นเรื่อยๆ เช่น การเปิดร้านค้าบนอินเทอร์เน็ต หรือการเปิดบริการข้อมูลข่าวสารต่างๆ เป็นต้น ซึ่งบริการเหล่านี้จะต้องมีการเชื่อมต่อกับบุคคลและเครือข่ายภายนอกองค์กรจำนวนมาก จึงต้องมีระบบการจัดการการเชื่อมต่อเครือข่ายภายนอกที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยที่ดี

E-Commerce
การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic commerce) หรือ อีคอมเมิร์ซ (E-Commerce) หมายถึง การทำธุรกรรมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ในทุกๆ ช่องทางที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์เช่น การซื้อขายสินค้าและบริการ การโฆษณาผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์, โทรทัศน์, วิทยุ, หรือแม้แต่อินเทอร์เน็ต เป็นต้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดค่าใช้จ่าย และเพื่มประสิทธิภาพขององค์กร โดยการลดบทบาทของความสำคัญขององค์ประกอบทางธุรกิจลง เช่น ทำเลที่ตั้ง อาคารประกอบการ โกดังเก็บสินค้า ห้องแสดงสินค้า รวมถึงพนักงานขาย พนักงานแนะนำสินค้า พนักงานต้อนรับลูกค้าเป็นต้น ดังนั้นจึงลดข้อจำกัดของระยะทางและเวลา ในการทำธุรกรรมลงได้
ในพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 ให้ความหมาย ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ว่าเป็น ธุรกรรมที่กระทำขึ้นโดยใช้วิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน
ข้อดี
  • ประหยัดค่าใช้จ่ายเพื่อการเดินทางไปซื้อสินค้า เพียงแค่เลือกซื้อผ่านเว็บไซต์เท่านั้น
  • ประหยัดเวลาในการติดต่อ แค่ใช้เวลาไม่นานแค่เพียงไม่กี่วินาทีเราก็สามารถติดต่อซื้อสินค้าได้
  • การเปิดร้านค้าในอินเตอร์เน็ตเป็นการขยายตลาดสู่ทั่วโลก ไม่จำกัดเฉพาะแค่ในประเทศ และยังทำให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกในการได้เลือกซื้อสินค้ามากยิ่งขึ้น
  • ผู้ขายสามารถเปิดร้านได้ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมงไม่มีวันหยุด และผู้บริโภคก็สามารถซื้อสินค้าได้ทุกวัน
ข้อเสีย
  • ผู้ซื้ออาจไม่แน่ใจว่าสั่งซื้อแล้วจะได้รับสินค้าจริง หรือได้รับสินค้าที่ไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือสินค้าชำรุดเสียหายหรือสูญหาย
  • สินค้าอาจเป็นสินค้าที่ไม่ผ่านการทดสอบ หรือสินค้าไม่มีคุณภาพ
  • เสี่ยงต่อการถูกฉ้อโกง หรือถูกโกงราคาหรือถูกหลอกลวงได้ง่าย
  • ข้อมูลสินค้าบางอย่างอาจมีการโอ้อวดคุณภาพสินค้าเกินจริง โดยที่เราไม่สามารถตรวจสอบได้
  • ในระบบกฎหมายของไทย ยังไม่มีการให้ความคุ้มครองอย่างทั่วถึงเพียงพอ ความปลอดภัยในข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตจึงยังไม่ปลอดภัยพอ
E-Government คืออะไร 
รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ หรือที่เรียกว่า e-Government คือ วิธีการบริหารจัดการภาครัฐสมัยใหม่ โดยการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และเครือข่ายสื่อสารเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานภาครัฐ ปรับปรุงการบริการแก่ประชาชน การบริการด้านข้อมูลและสารสนเทศเพื่อส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ประชาชนมีความใกล้ชิดกับภาครัฐมากขึ้น สื่ออิเล็กทรอนิกส์จะเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการเข้าถึงบริการของรัฐ ประการสำคัญจะต้องมีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดและเต็มใจจากทั้ง 3 ฝ่าย ได้แก่ ภาครัฐ ภาคธุรกิจและประชาชน
ผลพลอยได้ที่สำคัญที่จะได้รับคือ ธรรมาภิบาลและความโปร่งใสที่มีมากขึ้นในกระบวนการทำงานของระบบราชการ อันเนื่องมาจากการเปิดเผยข้อมูล และประชาชนสามารถเข้ามาตรวจสอบได้ตลอกเวลาจึงคาดว่าจะนำไปสู่การลดคอร์รัปชันได้ในที่สุด
e-Commerce คือบริการทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์แบบ B2C และ B2B เป็นหลัก e-Government จะเป็นแบบ G2G G2B และ G2C ระบบต้องมีความมั่นคงปลอดภัยเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานของรัฐ ประชาชนอุ่นใจในการรับบริการและชำระเงินค่าบริการ ธุรกิจก็สามารถดำเนินการค้าขายกับหน่วยงานของรัฐด้วยความราบรื่น อินเทอร์เน็ตเป็นสื่อทางอิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญในการให้บริการตามแนวทางรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์

ความหมายของการแบ่งกลุ่มตามผู้รับบริการของ e-Government
1. รัฐ กับ ประชาชน (G2C)
เป็นการให้บริการของรัฐสู่ประชาชนโดยตรง โดยที่บริการดังกล่าวประชาชนจะสามารถดำเนินธุรกรรมโดยผ่านเครือข่ายสารสนเทศของรัฐ เช่น การชำระภาษี การจดทะเบียน การจ่ายค่าปรับ การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวแทนประชาชนกับผู้ลงคะแนนเสียงและการค้นหาข้อมูลของรัฐที่ดำเนินการให้บริการข้อมูลผ่านเว็บไซต์ เป็นต้น โดยที่การดำเนินการต่าง ๆ นั้นจะต้องเป็นการทำงานแบบ Online และ Real Time มีการรับรองและการโต้ตอบที่มีปฏิสัมพันธ์
2. รัฐ กับ เอกชน (G2B)
เป็นการให้บริการภาคธุรกิจเอกชน โดยที่รัฐจะอำนวยความสะดวกต่อภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมให้สามารถแข่งขันกันโดยความเร็วสูง มีประสิทธิภาพ และมีข้อมูลที่ถูกต้องอย่างเป็นธรรมและโปร่งใส เช่น การจดทะเบียนทางการค้า การลงทุน และการส่งเสริมการลงทุน การจัดซื้อจัดจ้างทางอิเล็กทรอนิกส์ การส่งออกและนำเข้า การชำระภาษี และการช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก
3. รัฐ กับ รัฐ (G2G)
เป็นรูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไปมากของหน่วยราชการ ที่การติดต่อสื่อสารระหว่างกันโดยกระดาษและลายเซ็นต์ในระบบเดิมในระบบราชการเดิม จะมีการเปลี่ยนแปลงไปด้วยการใช้ระบบเครือข่ายสารสนเทศ และ ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์เป็นเครื่องมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างเป็นทางการเพื่อเพิ่มความเร็วในการดำเนินการ (Economy of Speed) ลดระยะเวลาในการส่งเอกสารและข้อมูลระหว่างกัน นอกจากนั้นยังเป็นการบูรณาการการให้บริการระหว่างหน่ววยงานภาครัฐโดยการใช้การเชื่อมต่อโครงข่ายสารสนเทศเพื่อเอื้อให้เกิดการทำงานร่วมกัน (Collaboration) และการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน (Government Data Exchan) ทั้งนี้รวมไปถึงการเชื่อมโยงกับรัฐบาลของต่างชาติ และองค์กรปกครองท้องถิ่นอีกด้วย ระบบงานต่าง ๆ ที่ใช้ในเรื่องนี้ ได้แก่ ระบบงาน Back Office ต่าง ๆ ได้แก่ ระบบงานสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ ระบบบัญชีและการเงินระบบจัดซื้อจัดจ้างด้วยอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น อย่างไรก็ดี จะต้องมีกระบวนการในการลดแรงต่อต้านของบุคลากรที่คุ้นเคยกับการทำงานในระบบเดิม
4. รัฐ กับ ข้าราชการและพนักงานของรัฐ (G2E)
เป็นการให้บริการที่จำเป็นของพนักงานของรัฐ (Employee) กับรัฐบาล โดยที่จะสร้างระบบเพื่อช่วยให้เกิดเครื่องมือที่จำเป็นในการปฏิบัติงาน และการดำรงชีวิต เช่น ระบบสวัสดิการ ระบบที่ปรึกษาทางกฎหมาย และข้อบังคับในการปฏิบัติราชการ ระบบการพัฒนาบุคลากรภาครัฐ เป็นต้น